แปลภาษา (Translate)

โฆษณาของyengo

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การเลือกซื้อจอภาพแบบ CRT

ปัจจัยในการเลือกซื้อจอมอนิเตอร์ประเภท CRT

1. ขนาดจอภาพ (Size)
ปัจจัยแรกที่เราควรคำนึงถึงก่อนอย่างอื่นในการเลือกซื้อจอภาพสักตัวก็คือ เรื่องขนาดจอภาพว่าต้องการขนาดไหน ซึ่งวิธีการวัดขนาดหน้าจอจะวัดจากมุมบนด้านใดด้านหนึ่งมายังมุมล่างอีกด้านเท่านั้นเอง เช่น ถ้าเราวัดจากมุมซ้ายบน ก็ต้องมาจบที่มุมขวาล่างซึ่งขนาดของจอจะไม่มีการกำหนดที่แน่นอนในแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ หน่วยที่ใช้วัดขนาดจอภาพจะหน่วยนิ้วหรืออาจจะใช้สัญลักษณ์ " แทนคำว่านิ้วก็ได้ โดยส่วนใหญ่ขนาดหน้าจอจะเริ่มที่ 14นิ้ว 15นิ้ว 147นิ้ว 21นิ้ว การเลือกใช้จอภาพควรที่จะเลือกซื้อจอให้เหมาะสมกับการทำงานเป็นหลัก เช่น หากใช้ทำงานด้านเอกสาร จะใช้ขนาด 15 - 17 นิ้ว หากนำจอภาพไปใช้งานด้านกราฟิก หรือเล่นเกมควรจะใช้หน้าจอขนาด 17 นิ้วขึ้นไป

2. ระยะห่างระหว่างจุด (Dot Pitch)
ดอทพิท คือ ระยะห่างระหว่างจุดของช่องโลหะทั้งแบบ Shadow Mask และ Flat ซึ่งปกติหน่วยวัดระยะห่างของจุดดอทพิทจะใช้หน่วยวัดเป็นมิลลิเมตร โดยค่าของ Dot Pitch นี้จะส่งผลต่อการปรับความละเอียดของจอภาพ(Resolution) ภาพแบบ CRT ส่วนใหญ่จะมีระยะห่างของ Dot Pitch อยู่ประมาณ 0.20  ถึง 0.28 ซึ่งยิ่งมีความห่างของ Dot Pitch น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ภาพที่ได้มีความคมชัดและเนียนมากขึ้นเท่านั้น

3. ความถี่ในการกระพริบ (Refresh Rate)
หลักของการเรืองแสงของสารฟอสฟอรัสนั้นจะเรืองแสงก็ต่อเมื่อมีแสงอิเล็กตรอนเท่านั้น จะไม่เรืองแสงตลอดทำให้เวลาที่ปืนยิงแสงออกมา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยิงแสงซ้ำที่เดิมบ่อยๆ โดยการยิงลำแสงนั้นจะยิงไล่กวาดจากซ้ายบนไปทางขวา แล้วกลับมาเริ่มต้นที่ด้านซ้ายของแถวใหม่ จนเมื่อถึงขวาล่างแล้วจะทำการวกกลับขึ้นมาที่ซ้ายบนใหม่ โดยจะทำวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของภาพที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งการยิงลำแสงอิเล็กตรอนนี้เรียกว่า Raster Scan โดยที่อัตรา Refresh Rate นี้คืออัตราความถี่ของการยิงลำแสงอิเล็กตรอนจากมุมซ้ายบนสุดไปจนถึงมุมขวาล่างสุด หรือครบทั้งหน้าจอว่าสามารถยิงได้กี่รอบใน 1 วินาที ซึ่งเรียกว่า Vertical Refresh Rate หรือจะเรียกสั้นๆ ว่า Refresh Rate ก็ได้
การเลือกซื้อจอภาพนั้นควรเลือกจอภาพที่รองรับอัตรา Refresh Rate ที่สูงๆ เนื่องจากว่าอัตรา Refresh Rate ที่สูงๆ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความนิ่งของภาพ ทำให้ภาพไม่สั่นไหว โดยอัตรา Refresh Rate ที่เหมาะสม ทำให้สบายตาและภาพมีความนิ่งนั้นควรจะอยู่ที่ 75-85 Hz กำลังพอดีแต่ถ้าสูงได้กว่านี้ก็ยิ่งดี

4. ความละเอียด (Resolution)
ค่าความละเอียดนั้นจะมีหน่วยวัดเป็นพิกเซล(Pixels) ซึ่งถ้ายิ่งจอภาพแสดงความละเอียดได้สูงมากเท่าใดภาพที่แสดงออกมาจะมีขนาดเล็กลง เพราะว่าในแต่ละระดับความละเอียดจะบ่งบอกถึงขนาดในการแสดงผลเป็น กว้างxยาว กล่าวคือ ความละเอียด 800x600 พิกเซล จะสามารถแสดงความละเอียดที่ 800 พิกเซลตามความกว้างแนวนอนของภาพ และ 600 พิกเซลตามความยาวแนวตั้งของจอภาพ หากจอมีขนาดใหญ่มากขึ้นความละเอียดก็มักจะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งความละเอียดนี้จะมีผลสอดคล้องกับค่า Refresh Rate เช่นกัน เพราะหากเรามีการปรับความละเอียดสูงๆ แล้วค่า Refresh Rate ก็มักจะต่ำลงด้วย เพราะฉนั้นเวลาเลือกซื้อจอควรพิจารณาค่า Refresh Rate ควบคู่ไปกับความละเอียดด้วย

5. พื้นที่ในการแสดงผลที่แท้จริง
จอภาพแบบ CRT นั้นถึงแม้จะมีหน้าจอใหญซักเท่าไหร่ก็ตามแต่พื้นที่การแสดงผลที่แท้จริงนั้นกลับถูกลดพื้นที่ลงมาอีก 1 นิ้ว เช่น จอภาพขนาด 17 นิ้ว พื้นที่บนหน้าจอลดลงมา เหลือเพียงแค่ 16 นิ้ว เพราะฉนั้นควรสังเกตจุดนี้ในการเลือกซื้อด้วย

6. การแผ่กระจายของรังสี
การกระจายรังสีนั้นมีอยู่ในทุกๆจอที่แบบจอภาพแบบ CRT ที่ใช้หลักการยิงแสงอิเล็กตรอนให้เกิดภาพทุกจอ ไม่ว่าจะเป็นจอ โทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ รวมทั้งอุปกรณ์แสงภาพต่างๆ ด้วย เพราะฉนั้นเราควรเลือกจอภาพที่มีฟิมล์ป้องกันรังสีหรือจอภาพที่ทำจากวัสดุที่เศษลดการแผ่รังสี

7. ราคา (Cost)
ควรเลือกจอภาพที่ราคาเหมาะสมกับคุณภาพ เพราะถ้าคุณเลือกถูก คุณจะได้จอภาพที่ดีในราคาที่ไม่สูงมากนัก

8. ฟีเจอร์, เทคโนโลยี และฟังชั่นต่างๆ

9. การดีไซน์
การออกแบบจอภาพที่ดีจะช่วยทำให้มีความสวยงาม และดึงประสิทธิภาพในการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

10. วัสดุที่นำมาใช้ และเทคนิคในการผลิต
การเลือกวัสดุที่ดีมีคุณภาพประกอบกับการใช้เทคนิคที่ดี รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีในการผลิตขั้นสูง จะทำให้ประสิทธิภาพของจอภาพสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ใช้ระบบการเคลือบผิวหน้าจอแบบ ITO COATING ทำให้หน้าจอมีความสว่างเพิ่มขึ้น ลดการกระจายของแสง ทำให้ภาพคมชัดถนอมสายตา

11. ปัจจัยอื่นๆ
- แสดงรายละเอียดของงานได้ดี ภาพที่แสดงออกมานั้นต้องมีความคมชัดสมจริง สีที่แสดงออกมานั้นต้องมีความสมดุล
- มีความสว่างสูง เช่น 500 cd/m2
- เหมาะสมกับงานในทุกสภาวะ
- มีเสถียรภาพ ไม่มีข้อผิดพลาดในการทำงาน

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Chayo All-In-One Program (C Language + Turbo C 2.0)


ชื่อโปรแกรม : Chayo All-In-One Program
อนุญาต(License) : ฟรีแวร์(Freeware)

ความต้องการของระบบ(System Requirements)
หน่วยประมวลผลที่รองรับ(CPU Compatible) : Intel Processor, AMD Processor
ระบบปฏิบัติการ(OS : Operating System) : วินโดว์ (Windows)

วิธีใช้งาน
- ทำการคลายซิปไฟล์
- ดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ CHAYOALL.EXE

รายละเอียดและข้อตกลงการใช้งาน
- แม้ว่าโปรแกรมนี้จะเขียนจากภาษาซี(C Language) ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์(Computer Language)ประเภทภาษาโปรแกรม(Programming Language) แต่ต้องรันบนระบบปฏิบัติการวินโดว์อยู่ดี เพราะว่าโปรแกรมยังต้องอาศัยบางฟังก์ชั่นของวินโดว์ในการทำงาน
- หากเกิดปัญหาอะไรก็ตามที่มาจากการงานใช้โปรแกรมของผู้ใช้ ทางผมขอไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากโปรแกรมนี้ผมสร้างเพื่อการศึกษาการเขียนโปรแกรมภาษาซีด้วย Turbo C 2.0 เท่านั้น

บันทึกการเปลี่ยนแปลง(Change Logs)
21:35 18/12/2557
- ปรับจากการเลือกเมนูจาก Case Sensitive เป็น Non Case Sensitive คือ สามารถพิมพ์เลือกได้ทั้งตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก

ดาวน์โหลด
https://mega.co.nz/#!TsJ3lRjb!FDgw-_2SO2K766Cgn1VnwQMlceHdkcXZxoITkjgWY10

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิธีเพิ่มช่องเลือกตัวละครในเกม M.U.G.E.N

วิธีเพิ่มช่องตัวละครในเกม M.U.G.E.N แบบง่าย
1. ให้ทำการดาวน์โหลดเกม M.U.G.E.N เวอร์ชั่นต้นฉบับ(Original)มาก่อนจากเว็บไซต์ http://elecbyte.com/mugen ในที่นี้ผมจะเลือก M.U.G.E.N 1.0 Stable Version มาทำการทดสอบ
2. เมื่อดาวน์โหลดมาเสร็จ ให้ทำการคลายซิปออก เราก็จะได้โฟลเดอร์ mugen
3. ให้ดับเบิ้ลคลิกเข้าไปในโฟลเดอร์ mugen ต่อไป ให้ทำการคลิกขวาที่ไฟล์ mugen.exe แล้วเลือก Create shortcut เราก็จะได้ไฟล์ชื่อ mugen.exe - Shortcut
4. ให้คลิกขวาที่ไฟล์ mugen.exe - Shortcut แล้วเลือก Properties
5. ตรงช่อง Target ให้พิมพ์ต่อท้าย Path ของไฟล์ โดยเคาะ1ครั้งแล้วพิมพ์ -r big ลงไป ยกตัวอย่าง เช่น D:\Game\MUGEN\mugen\mugen.exe -r big เป็นต้น

สำหรับใครขี้เกียจทำ ให้ดาวน์โหลดลิ้ง M.U.G.E.N ที่ชาวต่างชาติปรับแต่งมาให้แล้วตามลิ้งด้านล่างเลย

1060 ช่อง (Credit : ifmlmf จากเว็บ Youtube)
www.4shared.com/file/kbOyPBL0/screenpack­editivanchito.html

5228 ช่อง (Credit : grovergep จากเว็บ Youtube)
http://www.4shared.com/file/yxj-TKZc/SVCUM_Mugen_Plus.html

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิธีเพิ่มตัวละครในเกม M.U.G.E.N

ขั้นตอนวิธีเพิ่มตัวละครในเกม M.U.G.E.N
1. ให้ทำการดาวน์โหลดเกม M.U.G.E.N เวอร์ชั่นต้นฉบับ(Original)มาก่อนจากเว็บไซต์ http://elecbyte.com/mugen
2. ให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์ตัวละครที่จะมาเพิ่มในเกม MUGEN ของเราจากเว็บไซต์
http://mugencharacters.org/load/
http://www.mugenation.com/index.php/cat=chars
3. ให้แตกไฟล์ตัวละครออก จะได้โฟลเดอร์ตัวละคร
4. นำโฟลเดอร์ตัวละครใส่ไว้ในโฟลเดอร์ chars ของเกม mugen
5. เปิดไฟล์ select.def โดยเข้าไปที่ โฟลเดอร์ของเกมmugen\data\select.def (สามารถเปิดได้ด้วยโปรแกรม Notepad)
6. นำชื่อโฟลเดอร์ตัวละครพิมพ์ ใต้บรรทัด [Characters] เช่น
[Characters]
Ace
AcePR
BartholomewKuma
*หมายเหตุ : ถ้าจะเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ตัวละคร ให้เปลี่ยนชื่อไฟล์ในโฟลเดอร์ที่ชื่อเหมือนกับโฟลเดอร์ด้วย เช่น โฟลเดอร์ชื่อ Ace ให้ไฟล์ข้างในมีชื่อ Ace.def ด้วย

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Chayo All-In-One Program




ชื่อโปรแกรม : Chayo All-In-One Program
อนุญาต(License) : ฟรีแวร์(Freeware)
ประเภทของโปรแกรม : Batch File
ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา : Batch Script, DOS Command
โปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา : Notepad++, Bat To Exe Converter

ความต้องการของระบบ(System Requirements)
หน่วยประมวลผลที่รองรับ(CPU Compatible) : Intel Processor, AMD Processor
ระบบปฏิบัติการ(OS : Operating System) : วินโดว์ 32 บิต(Windows 32 bit)

รายละเอียดและข้อตกลงการใช้งาน
- เนื่องจากโปรแกรมถูก Converter มาจาก DOS Batch File หรือ Windows Batch File ที่มีนามสกุล .BAT ให้กลายเป็นไฟล์นามสกุล .EXE ดังนั้นโปรแกรมนี้จะรันได้แต่บนระบบปฏิบัติการวินโดว์เท่านั้น
- หากเกิดปัญหาอะไรก็ตามที่มาจากการงานใช้โปรแกรมของผู้ใช้ ทางผมขอไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากโปรแกรมนี้ผมสร้างเพื่อการศึกษาคำสั่ง DOS และBatch Script บนระบบปฏิบัติการวินโดว์เท่านั้น

บันทึกการเปลี่ยนแปลง(Change Logs)
22:40 31/1/2558
- เพิ่มโปรแกรมสมุดบันทึกเบอร์โทรศัพท์
- เพิ่มระบบเปลี่ยนชื่อ
- ติดตั้งโปรแกรมโดยการ Install
16:09 27/1/2558
- ปรับจากการเลือกเมนูจาก Case Sensitive เป็น Non Case Sensitive คือ สามารถพิมพ์เลือกได้ทั้งตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก
- ลบข้อความรกตาจากโปรแกรมนาฬิกา
12:57 25/1/2558
- แสดงเวลาได้ทั้ง 12 และ 24 ชั่วโมง
- ทำให้การแสดงเวลาเป็น Dynamic
20:48 18/12/2557
- สามารถแจ้งเตือนข้อผิดพลาด เมื่อทำการกรอกตัวเลือกที่ไม่มีในเมนูได้
18/12/2557
- เพิ่มความสามารถของระบบเปลี่ยนสีพื้นหลังและข้อความ
10/12/2557
- พูดเสียงยินดีต้อนรับพร้อมบอกชื่อผู้ใช้งานอัตโนมัติ
- พูดเสียงบอกวันที่อัตโนมัติ

ดาวน์โหลด
https://mega.co.nz/#!70AmwJZB!U-oPAS5f5pyvciIqZbkyoqoCAH_zan7iHa9da8fPSSg

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รายชื่อระบบปฏิบัติการ (List of operating systems)

รายชื่อระบบปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่นิยม

Amiga
AmigaOS 3.9
AmigaOS 4.1

Apple
Apple DOS
ProDOS
Mac OS (Apple Macintosh Operating System)
NeXTSTEP
Mac OS X (Apple Macintosh Operating System Version 10)
Mac OS X Server
iOS

Be
BeOS r5.1d0

Bell Labs
Unix
BESYS (Non-Unix Operating System)

Digital Research
CP/M

Google
Google Chrome OS
Android

Microsoft
MS-DOS (Microsoft Disk Operating System)
MS-DOS 6.22 Thai Edition
MS-DOS 7.0
Windows NT
Windows 95
Windows 98
Windows 98 SE (Microsoft Windows 98 Second Edition)
Windows 2000
Windows ME
Windows XP
Windows Vista
Windows 7
Windows 8
Windows 8.1
Windows 10

Novell
DR-DOS
Netware

BSD

GNU/Linux
Ubuntu
Linux Mint

IBM
PC-DOS
IBM OS/2

Other
Taligent

Credit
http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_operating_systems

ระบบปฏิบัติการดอสและแบทช์สคริป (DOS and Batch Script)

ระบบปฏิบัติการ (OS : Operating System)
    ระบบปฏิบัติการเป็นส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความจำเป็นในการทำงานของคอมพิวเตอร์ ถ้าขาดระบบปฏิบัติการแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์ที่แม้ว่าจะมีราคาแพงเท่าใด ผู้ใช้งานก็ไม่สามรถที่จะทำงานต่างๆได้
    ในปัจจุบันมีระบบปฏิบัติการอยู่มากมาย เช่น MS-DOS(Microsoft Disk Operating System), UNIX, BSD, GNU/Linux, IBM OS/2, Microsoft Windows, NeXTstep, Taligent, Apple Mac OS(Macintosh Operating System) เป็นต้น ถึงแม้ระบบปฏิบัติการจะต่างกัน แต่ก็มีหน้าที่หลักเหมือนกัน คือ เป็นตัวควบคุมอุปกรณ์ต่างๆที่ประกอบกับขึ้นเป็นคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้และเป็นตัวกลางในการติดต่อกันระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์

ระบบปฏิบัติการดอส (DOS : Disk Operating System)
    ดอส เป็น ระบบปฏิบัติการ 16 บิต สนันสนุนการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์(Micro Processor) ตระกูล Intel(Intel Compatible) และ AMD มีการติดต่อกับผู้ใช้งานกับผู้ใช้งานทั้งในแบบ Text Mode และ Graphic Mode แต่การทำงานส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Text Mode ดอสไม่มีความสามารถในการทำงานแบบ Multi-tasking ในเวลาหนึ่งๆ ดอสจะทำงานได้เพียงโปรแกรมเดียวเท่านั้น(ไม่นับรวมการทำงานร่วมกับโปรแกรม Resident อื่นๆ)

คำสั่งดอส(Command DOS) หรือ ภาษาดอส(DOS Language)
    คำสังดอส คือ คำสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการดอสทำงานตามที่เราต้องการ
คำสั่งของ DOS มีอยู่ 2 ชนิดคือ
1. คำสั่งภายใน (Internal Command) เป็นคำสั่งที่เรียกใช้ได้ทันทีตลอดเวลาที่เครื่องเปิดใช้งานอยู่ เพราะคำสั่งประเภทนี้ถูกบรรจุลงในหน่วยความจำหลัก (ROM) ตลอดเวลา หลังจากที่ Boot DOS ส่วนมากจะเป็นคำสั่งที่ใช้อยู่เสมอ เช่น CLS, DIR, COPY, REN เป็นต้น
2. คำสั่งภายนอก (External Command) คำสั่งนี้จะถูกเก็บไว้ในดิสก์หรือแผ่น DOS คำสั่งเหล่านี้จะไม่ถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำ เมื่อต้องการใช้คำสั่งเหล่านี้คอมพิวเตอร์จะเรียกคำสั่งเข้าสู๋หน่วยความจำ ถ้าแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ไม่มีคำสั่งที่ต้องการใช้อยู่ก็ไม่สามารถเรียกคำสั่งนั้น ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น คำสั่ง FORMAT, DISKCOPY, TREE, DELTREE เป็นต้น

การประมวลแบบแบตช์ (Batch Processing)
    การประมวลแบบแบตช์ หมายถึงการประมวลผลที่ทำต่อเนื่องกันไปตามลำดับโดยมีระบบปฏิบัติการ (operating system) เป็นตัวควบคุม ในการประมวลผลแบบนี้ เราจะต้องจัดรวบรวมข้อมูลและแบ่งแยกเป็นกลุ่มไว้ให้เรียบร้อยก่อน จึงส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลทีเดียว เมื่อเสร็จแล้วจึงจัดรวบรวมเป็นรายงาน หรือสรุปผลอีกทีหนึ่ง วิธีการประมวลผลแบบนี้ทำง่าย ประหยัด และตรงไปตรงมา แต่อาจจะช้าไปบ้าง เพราะต้องรอให้ข้อมูลเรียบร้อยก่อน ตรงกันข้ามกับการประมวลผลแบบเชื่อมตรง (on line proessing) ซึ่งหมายถึงการที่เครื่องจะประมวลผลทันทีที่ได้รับข้อมูล

แบตช์สคริป (Batch Script) คือ
    แบตช์สคริป คือ คำสั่งหรือสคริปต์ภาษาแบตช์ที่ใช้ในการสั่งงานให้คำสั่งดอสหลายๆคำสั่งสามารถทำงานต่อเนื่องกันได้ เพียงแค่การดับเบิ้ลคลิกใช้งานโปรแกรมเพียงครั้งเดียว

แบตช์ไฟล์(Batch File) คือ Shell Script Container
    Batch file คือ แฟ้มข้อมูลที่มีการเข้ารหัส(Encoding)แบบแอสกีแบบ ที่เก็บคำสั่งของระบบปฏิบัติการ ดอส คำสั่งแบตช์ หรือคำสั่งอื่นๆ ที่ใช้กับตัวประมวลผลแบตช์  คอมพิวเตอร์จะทำตามคำสั่งที่เก็บไว้ในแฟ้มนี้ทีละบรรทัด เหมือนกับคุณป้อนคำสั่งที่ Command Line
    Batch file สามารถสร้างขึ้นด้วย Text Editor เช่น Notepad นามสกุลของแฟ้มแบตช์ในดอสคือ .BAT ส่วนในระบบปฏิบัติการโอเอส/ทูจะมีนามสกุลไฟล์เป็น .CMD

ตัวอย่างการเขียนแบตไฟล์
1. ให้เปิดโปรแกรม Notepad
2. ให้พิมพ์คำสั่งนี้ลงไป
@ECHO OFF
COLOR A
ECHO Hello World
PAUSE
3. ให้เลือก Save as type: เป็น All Files
4. ตรงช่อง File name: ให้ตั้งชื่อเป็น Hello.BAT จากนั้นกดปุ่ม Save เราก็จะได้แบตช์ไฟล์ดับเบิลคลิกใช้งานได้ทันที

ปล. (ปัจฉิมลิขิต)
ไฟล์ .BAT สามารถแก้ไขได้โดยโปรแกรม Text Editor ทั่วไป ตัวอย่าง เช่น โปรแกรม Notepad เพราะไฟล์ .BAT ยังไม่ได้คอมไพล์และเข้ารหัส และ ไฟล์ .BAT สามารถรันได้เฉพาะบนระบบปฏิบัติการ MS-DOS และ MS-Windows เท่านั้น

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิธีการเปลี่ยน Product Key ของระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 7

จุดประสงค์ : เพื่อเปลี่ยน Product Key ของระบบปฏิบัติการ Windows 7

เงื่อนไข :
1. License ของ Windows7 ต้องไม่เป็นแบบ OEM เพราะจะไม่สามารถเปลี่ยน Product Key ได้
2.เนื่องจาก Windows 7 มีหลาย Edition ควรเปลี่ยน Product key ให้ตรงกับ เวอร์ชันของ windows7 นั้นๆด้วย


ขั้นตอนการทำ
วิธีที่ 1
1. คลิกขขวาที่ My Computer แล้วเลือก Properties
2. เลือก Change Product Key
3. จากนั้นให้เรากรอก Product key ตัวใหม่ ลงในช่อง Product Key: จากนั้นกด Next เป็นอันเสร็จสิ้นการเปลี่ยน Product key ใหม่

วิธีที่ 2
1. ให้คลิกปุ่ม Start ตรงช่อง Search ให้พิมพ์ Run กด Enter จากนั้นพิมพ์ cmd ตรงช่อง Open แล้ว Enter หรือคลิกปุ่ม OK ก็ได้
2. จากนั้นให้พิมพ์ "slmgr.vbs -ipk ตามด้วย Product key ของ Windows7" กด Enter
3. จากนั้นพิมพ์ "slmgr.vbs -ato" และกด Enter

วิธีเปลี่ยน Active Key สำหรับ Microsoft Windows 8 Enterprise

จุดประสงค์ : เพื่อทำการเปลี่ยน Active Key ใหม่ของ Windows 8 Enterprise

เงื่อนไข : วิธีการนี้ใช้ได้เฉพาะ Microsoft Windows 8 Enterprise

ขั้นตอนการระบบ Active ด้วย KMS
1.  เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
2. กดปุ่ม Windows และตัว R พร้อมกัน (คีย์ลัดสำหรับเข้าสู่โปรแกรม Run)
3. ตรงช่อง Open ให้พิมพ์ slui 3 (อ่านว่า เอส แอล ยู ไอ เคาะ เลขสาม) แล้วกดปุ่ม OK
4. จะเข้าสู่หน้าต่าง Windows Activation ตรงช่อง Product key ให้ป้อนหมายเลขผลิตภัณฑ์(Product Key) แล้วคลิกที่ปุ่ม Activate
5. รอจนกว่าระบบจะแจ้งว่า Active สมบูรณ์
6. ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งโดยการกดปุ่ม Windows + R บนแป้นพิพม์ แล้วพิมพ์ slui ตรงช่อง Open แล้วคลิกปุ่ม OK ระบบต้องแจ้งว่า "Windows is activated"

วิธีเปลี่ยนคีย์ระบบปฏิบัติการวินโดว์เอ็กซ์พี (How to change windows xp key)

จุดประสงค์ : เพื่อที่เราสามารถเปลี่ยนไปใช้ Key ของซอฟต์แวร์ใหม่ที่เราต้องการได้

1. คลิกปุ่ม Start
2. คลิกที่ Run
3. ในช่อง Open ให้พิมพ์ regedit เสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม OK
4. ในช่องทางซ้ายของโปรแกรม Registry Editor ให้หาแล้วคลิกคีย์รีจิสตรีต่อไปนี้
HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\WindowsNT\Current Version\WPAEvents
5. ในพื้นที่ด้านขวา คลิกขวาที่ OOBETimer แล้วคลิก Modify
6. ให้เปลี่ยนตัวเลขชุดสุดท้ายเป็น 00 เพื่อปิดการใช้งาน Windows แล้วคลิก OK
7. คลิปปุ่ม Start และคลิก Run
8. ในช่อง Open ให้พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้ แล้วคลิก OK
%systemroot%\system32\oobe\msoobe.exe /a
9. จะเข้าสู่หน้าต่าง Active Windows ให้ทำการคลิกเลือก Yes, I want to telephone a customer service representative to active Windows จากนั้นคลิก Next
10. คลิก Change Product Key
11. พิมพ์หมายเลขผลิตภัณฑ์ใหม่ในช่อง New key แล้วคลิก Update
12. หากคุณกลับไปยังหน้าต่างก่อนหน้า ให้ทำการคลิก Remind me later แล้วรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์
13. ทำการตรวจสอบว่า key ที่ได้ทำการลงทะเบียนใหม่ สามารถใช้งานได้แล้วหรือยัง โดยคลิกที่ Start -> run แล้วพิมพ์คำสั่งต่อไปนี้ แล้วกดปุ่ม OK
%systemroot%\system32\oobe\msoobe.exe /a
14. ถ้าทำสำเร็จ จะปรากฎข้อความดังนี้
Windows is already active. Click OK to exit.
15. คลิก OK เพื่อจบขั้นตอนการเปลี่ยน key

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิธีทำให้จอภาพคอมพิวเตอร์แสดงผลบนโปรเจคเตอร์ (Toggle Output Setting)

    หลายคนคงพบปัญหาเมื่อต้องการนำเสนองานหน้าชั้นเรียนโดยใช้โน๊ตบุ๊ค เมื่อเสียบสายเชื่อมต่อโน๊ตบุ๊คเข้ากับโปรเจคเตอร์ผ่านพอร์ตVGAแล้วหน้าจอโน๊ตบุ๊คก็ยังไม่ยอมแสดงผล
    วันนี้ผมมีวิธีแก้ปัญหานี้โดยท่านต้องใช้โหมดการสลับหน้าจอก่อน จึงจะทำให้หน้าจอโน๊ตบุ๊คแสดงผลบนจอโปรเจคเตอร์ได้ ให้กดคีย์ลัดตามด้านล่างนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อเลือกโหมดการสลับหน้าจอได้ถูกต้อง หน้าจอโน๊ตบุ๊คก็จะแสดงผลบนจอโปรเจคเตอร์ได้

มาตรฐาน : ให้กดแป้นพิมพ์ปุ่ม Fn + F7
โน๊ตบุ๊คยี่ห้อ Acer : ให้กดแป้นพิมพ์ปุ่ม Fn + F5
โน๊ตบุ๊คยี่ห้อ Asus : ให้กดแป้นพิมพ์ปุ่ม Fn + F8
โน๊ตบุ๊คยี่ห้อ Dell : ให้กดแป้นพิมพ์ปุ่ม Fn + F8
โน๊ตบุ๊คยี่ห้อ Gateway : ให้กดแป้นพิมพ์ปุ่ม Fn + F4
โน๊ตบุ๊คยี่ห้อ HP/Compaq : ให้กดแป้นพิมพ์ปุ่ม Fn + F4
โน๊ตบุ๊คยี่ห้อ IBM/Lenovo : ให้กดแป้นพิมพ์ปุ่ม Fn + F7
โน๊ตบุ๊คยี่ห้อ NEC : ให้กดแป้นพิมพ์ปุ่ม Fn + F3
โน๊ตบุ๊คยี่ห้อ Toshiba : ให้กดแป้นพิมพ์ปุ่ม Fn + F5
โน๊ตบุ๊คยี่ห้อ Mac Apple : ให้เลือก System Preferences -> Display -> Arrangement -> Mirror display

วิธีใช้งานโปรเจคเตอร์ยี่ห้อ Optoma


Optoma Corporation : http://www.optoma.com
Optoma Corporation (Asia) : http://asia.optoma.com
Email : services@optoma.com.tw

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ระบบจัดการเนื้อหา (CMS : Content Management System)

CMS คืออะไร
ระบบที่นำมาช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป

CMS WebBoard, CMS Forum
- phpBB (Open Source)
https://www.phpbb.com (English Langauge)
http://www.phpbbthailand.com (ภาษาไทย)

แบบฝึกหัดเกี่ยวกับเรื่องสารสนเทศคอมพิวเตอร์


แบบฝึกหัด
  • จริยธรรมในสังคมสารสนเทศ คืออะไร
  • กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศมีอะไรบ้าง
  • อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ คืออะไร ให้ยกตัวอย่างประกอบด้วย
  • การรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศทำได้โดยวิธีใดบ้าง
  • ข้อควรระวังและแนวทางการป้องกันการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Chayo Web Browser V2



Information
- OS Requirement : Windows
- License : Freeware

Download
https://mega.co.nz/#!i1JmyIhL!Yy7AIF5Voag8iIUXBKyIImawlZg9vyXWDf5l30N2jjY

วิธีใช้งาน
คีย์ลัด
- เพิ่มแท็บ กดปุ่ม Ctrl+T
- ลบแท็บ กดปุ่ม Ctrl+W


เข้าดูเว็บไซต์
พิมพ์ url ยกตัวอย่างเช่น http://www.google.com เสร็จแล้วให้กดปุ่ม 


ค้นหาข้อมูล
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา  ยกตัวอย่างเช่น "สวัสดี" เสร็จแล้วให้กดปุ่ม 

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วิธีสร้างไอคอนสำหรับใช้สร้างเว็บไซต์

1. ใช้โปรแกรม
IcoFX
http://software.thaiware.com/10677-IcoFX-Download.html

2. ใช้เว็บแอฟพลิเคชัน
สร้างผ่านเว็บ http://favicon.htmlkit.com/favicon
- เข้าเว็บไซต์ http://favicon.htmlkit.com/favicon
- เลือกไฟล์ภาพที่ต้องการทำเป็นไอคอน
- กดปุ่ม Generate FavIcon.ico
- กดปุ่ม Download FavIcon Package
- ให้นำโค้ดไปแปะระหว่างแท็ก <head> ... </head>
ไอคอนภาพนิ่งใช้โค้ดนี้
<link rel="shortcut icon" href="favicon.ico">
ไอคอนภาพเคลื่อนไหวใช้โค้ดนี้
<link rel="icon" type="image/gif" href="animated_favicon1.gif">

สร้างผ่านเว็บ http://www.favico.com
- เข้าเว็บไซต์ http://www.favico.com
- กดปุ่ม BROWSE เลือกไฟล์ภาพที่ต้องการทำเป็นไอคอน
- เลือกขนาด 16x16
- กดปุ่ม CREATE
- กดปุ่ม Download favicon.ico ที่เป็นรูปลูกศรลง อยู่ทางด้านขวา
- ให้นำโค้ดไปแปะระหว่างแท็ก <head> ... </head>
ไอคอนภาพนิ่งใช้โค้ดนี้
<link rel="shortcut icon" href="/favicon.ico" type="image/x-icon" />

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เทคนิคการนับเลขคู่กับคี่แข่งกับเพื่อนให้ชนะ

1. การนับเลขคู่
เทคนิคที่1 ใช้หลักการของแม่สูตรคูณ
2x1 = 2
2x2 = 4 คือ นำเลข 2 เดิมมาบวกอีก 2 จะได้ 4
เทคนิคที่2 ใช้เทคนิคการสังเกต
2 4 6 8 10
12 14 16 18 20
22 24 26 28 30
จะสังเกตเห็นว่าเลข ด้านหลังจะเป็น 2 4 6 8 0 ตลอด เมื่อเลขด้านหลังถึง 0 แล้วเลขข้างหน้าจะเพิ่มมา 1

2. การนับเลขคี่
1 3 5 7 9 11
เทคนิคที่1 n+2 คือ นำเลขเดิมมาบวก 2 เช่น
1 , 1+2=3 , 3+2=5 , 5+2=7 , 7+2=9 , 9+2=11
เทคนิคที่2 การสังเกต
1 3 5 7 9
11 13 15 17 19
21 23 25 27 29
จะสังเกตเห็นว่าเลข ด้านหลังจะเป็น 1 3 5 7 9 ตลอด เมื่อเลขด้านหลังย้อนกลับถึง 1 แล้วเลขข้างหน้าจะเพิ่มมา 1

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

บทความจากหนังสือ"จิตวิทยาปรับตัวทุกสถานการณ์"

  1. อารมณ์ความรู้สึกและหลุมพราง (เหตุใด ผู้คนรู้สึกสับสนว่าคนรักของตนงามดั่งไซซี)
    1. หลุมพรางคำล้อเล่น : คำตลกหรือคำล้อเล่นของฝ่ายตรงข้าม อาจแฝงความมีใจเป็นปรปักษ์
    2. หลุมพรางของแนวป้องกัน : เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จจึงเกิดจิตใจหวั่นไหวและคาดว่าจะพบความล้มเหลว ผู้คนจึงจัดแนวป้องกันตนเองขึ้นมา การทำเช่นนี้ยิ่งทำให้อยู่ห่างจากความสำเร็จ
    3. หลุมพรางของความโกรธ : หากไม่สามารถแบกรับความไม่พอใจ หรือความโกรธต่อผู้อื่นสภาพการณ์จะเลวร้ายยิ่งขึ้น
    4. หลุมพรางของการประเมินครั้งที่สอง : ปฏิเสธในตอนแรก เห็นด้วยในตอนหลัง
    5. หลุมพรางของการแสดงอารมณ์ให้ปรากฏ : การร้องไห้หรือหัวเราะออกมาจะทำให้ความเสียใจหรือความดีใจทวีความรุนแรง
    6. หลุมพรางของความเกลียดชัง : ในขณะทำความดีบางอย่างแต่กลับมีบางอย่างมาขัดจังหวะจึงเกิดความรู้สึกไม่พอใจ บ่อยครั้งคนผู้นั้นจะเกิดความเกลียดชังในสิ่งที่ทำ
    7. หลุมพรางของความหวังดี : ผู้คนมักลงความเห็นว่า "เราทำดีต่อคนอื่น คนอื่นก็จะทำดีต่อเรา"
    8. หลุมพรางของความรู้สึกเป็นแบบอย่างเดียวกัน : คนที่มีฉากหลังทางสังคมคล้ายกันจะลงความเห็นเป็นแบบอย่างเดียวกัน
    9. หลุมพรางของความพึงพอใจ : คนเมื่อได้รับความพึงพอใจเล็กๆ น้อยๆ จะลืมความปรารถนาที่มีแต่แรก
    10. หลุมพรางของนามธรรม : เมื่อคนเผชิญกับเรื่องราวที่ตนไม่เข้าใจ จะเกิดความหวาดหวั่นและแสดงพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลออกมา
    11. หลุมพรางของการวิจารณ์ส่วปลีกย่อย : เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของตนถูกวิจารณ์ ผู้คนจะเอาส่วนน้อยนั้นแทนสิ่งทั้งหมด ราวกับว่าตนเองถูกวิจารณ์ทุกส่วนว่าเป็นอย่างนั้น
    12. หลุมพรางของการมองในแง่ดี : หากในด้านมนุษยสัมพันธ์กลมเกลียวกันมากเกินไป มักมองไม่เห็นความเหลวแหลกของผลงานที่เกิดขึ้น
    13. หลุมพรางของการรับรู้จุดอ่อน : คนที่มองข้ามจุดอ่อนของตนเอง มักจะมองข้ามจุดแข็งของตนเช่นกัน
    14. หลุมพรางของความเชื่อถือ : นิสัยบางอย่างของตนเองที่ไม่เคยสังเกตเห็น เมื่อมีคนพูดออกมาให้รู้ คนผู้นั้นจะเกิดความเชื่อใจคนบอก
  2. หลุมพรางของความปรารถนา (เหตุใดผู้คนมักซ่อนเร้นความปรารถนาของตน)
    1. หลุมพรางของการแก้เปลี่ยนฐานะ : คนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าโดยมุ่งเปลี่ยนฐานะของตน ในจิตใจส่วนลึกมีความปรารถนาสองอย่างขัดแย้งกัน
    2. หลุมพรางของสรรพนาม : เมื่อผู้คนจะพูดว่า "ผม" มักเปลี่ยนเป็นพูดว่า "พวกเรา" หลายครั้งติดต่อกัน
    3. หลุมพรางของการห้ามปราม : คนเรานั้น ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ
    4. หลุมพรางของความไม่สมหวัง : เมื่อความปรารถนาของผู้คนไม่ได้รับความพึงพอใจซ้ำแล้วซ้ำอีกบางครั้งจะกลายเปลี่ยนเป็นความดื้อดึงในความเห็นของตนอย่างถึงที่สุด โดยไม่สนใจเหตุผลใดๆ ท้ายที่สุดความอึดอัดอยู่ข้างเดียวทำให้เขาทำเรื่องราวบางอย่างออกมาซึ่งผู้คนไม่อาจจะเข้าใจ
    5. หลุมพรางของความอยากเป็นผู้ปกครอง : สภาวะจิตที่มุ่งหวังมากเกินไปว่าจะเหนือคนทั้งหลาย ทำให้ผู้นั้นไม่ยอมผ่อนคลายท่าทีและระมัดระวังตลอดเวลา
    6. หลุมพรางของความนึกฝัน : เมื่อความปรารถนาของผู้คนไม่สามารถบรรลุสมดังหวังจะมีแนวโน้มหลบหนีไปอยู่ในโลกแห่งความนึกฝัน
    7. หลุมพรางของความระลึกถึง : เมื่อความปรารถนาไม่ได้ดังใจหวัง ผู้คนจะหวนระลึกถึงความหลัง
    8. หลุมพรางของความเร่าร้อนแห่งความรักที่มีต่อบางสิ่ง : พฤติกรรมรักสัตว์เลี้ยงอย่างเกินขอบเขต เป็นสัญญาณอันตรายบ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจมนุษย์
    9. หลุมพรางของความเงียบขรึม : การพยายามเก็บกดอารมณ์ก้าวร้าว อันเนื่องจากความไม่สบายใจหรือไม่พึงพอใจที่เกิดจากการไม่ได้รับสิ่งที่ตนปรารถนา การเก็บกดนั้นไม่เพียงแต่เหนื่อยเปล่า อีกทั้งอาจทำให้จิตใจพังทลาย
    10. หลุมพรางของการเล่นเกม : อย่าเห็นว่าความเร่าร้อนที่มีต่อการเล่นเกมเป็นเพียงความชอบที่มีต่อการเล่นเกมนั้น
    11. หลุมพรางของการคล้อยตาม : ภายใต้สภาพการณ์ที่ผู้คนยอมคล้อยตาม บ่อยครั้งมีจุดมุ่งหมายหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบซ่อนเร้นอยู่
    12. หลุมพรางของอุดมการณ์ : คนที่ตั้งอุดมการณ์ไว้สูงเกินไปส่วนใหญ่เป็นพวกไม่คิดจะทำให้อุดมการณ์นั้นเกิดเป็นความจริงขึ้นมา
  3. ท่วงทีและหลุมพราง (เพราะเหตุใด ผู้คนจึงถูกลวงให้เห็นผิดได้ง่าย)
    1. หลุมพรางของการสนิทสนมเกินไป : ท่าทีซึ่งนอบน้อมถ่อมตัวเกินไปหรือท่าทีซึ่งสนิทสนมกันเกินไปบ่อยครั้งมักซ่อนเร้นจิตสำนึกแห่งความเป็นศัตรูหรือจิตต่อต้าน
    2. หลุมพรางของกฏแห่งการคิด : ผู้คนมักเชื่อถือกฏแห่งการคิด ซึ่งมีบางส่วนขัดแย้ง
    3. หลุมพรางของการยอมปฏิบัติตาม : เพียงแสดงอำนาจที่มีลักษณะชอบด้วยกฏหมายหรือแสดงสภาพการณ์อันชอบด้วยกฏหมายต่อผู้อื่น ผู้นั้นจะยอมทำตามคำสั่งโดยไม่คิดขัดขวาง
    4. หลุมพรางของเสน่ห์เฉพาะตัว : เสน่ห์เฉพาะตัวของผู้ถ่ายทอดข่าวสาร บ่อยครั้งมีอิทธิพลอย่างอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าเนื้อความของข่าวสารนั้น เสน่ห์เฉพาะคนเพียงพอจะทำให้ผู้คนเปลี่ยนท่าทีต่อคน ต่อเรื่องราวต่างๆ
    5. หลุมพรางของถ้อยคำเสียดแทงให้ลำบากใจ : การแสดงออกในรูปแบบของการสร้างข่าวลือบ่อนทำลายหรือใช้ถ้อยคำเสียดสีให้ลำบากใจ หากจะกล่าวว่าการเป็นใช้อารมณ์วิจารณ์คนอื่น มิสู้กล่าวว่าเป็นการแสดงความปรารถนาที่ต้องการให้ตนเองอยู่เหนือผู้อื่น
    6. หลุมพรางของใบหน้าเฉยเมย : เมื่อผู้มีความรู้สึกเกลียดชังหรือมีความไม่สบายใจที่ไม่ต้องการให้ใครรู้ เป็นไปได้ว่าแม้แต่ความรู้สึกที่ดีก็ถูกเก็บกดเอาไว้ กลายเป็นใบหน้าเฉยเมยปราศจากอารมณ์ความรู้สึก
    7. หลุมพรางของการกล่าวสดุดีกับการพูดเหน็บแนม : เมื่อผู้คนไม่สามารถตัดใจจากบางสิ่งก็คิดกดดันสิ่งนั้นให้ต่ำลงเมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีบางอย่างที่ตนไม่อยากได้ก็จะพยายามสดุดีต่อสิ่งนั้น
    8. หลุมพรางของตำแหน่งหน้าที่ : ในขณะที่ผู้คนไม่สมหวังมักไม่มีอารมณ์สนุกที่จะสำแดงความสามารถที่ยอดเยี่ยมออกมา
    9. หลุมพรางของการทำงาน : หลังจากผู้คนได้รับการมอบหมายให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งคนผู้นั้นจะได้รับอิทธิพลจากงานนนั้น แม้กระทั่งงานนั้นสำเร็จลุล่วงไปแล้วก็ยังคงได้รับอิทธิพลอยู่เหมือนเดิม
    10. หลุมพรางของความตึงเครียด : ความตึงเครียดของร่างกายจะเพิ่มความตึงเครียดของจิตใจ
    11. หลุมพรางของระยะห่าง : ระดับความสัมพันธ์ของผู้คนสามารถดูจากระยะห่างที่เป็นช่องว่างอากาศ
    12. หลุมพรางของความประทับใจครั้งแรก : ความประทับใจครั้งแรกยากที่จะลืม ผู้คนจะแก้ไขสิ่งที่มาทีหลังให้สอดคล้องกับความประทับใจครั้งแรก
    13. หลุมพรางของหมู่คณะที่รวมกันเป็นหนึ่ง : ในหมู่คณะที่มีความกลมเกลียวเป็นหนึงเดียวความสงสัยของคนคนหนึ่งจะถูกปิดกั้นไว้
    14. หลุมพรางของการเริ่มต้นใหม่ด้วยวิธีการเดิม : สาเหตุที่ผู้คนประสบความพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวงเป็นเพราะยึดมั่นในวิธีการเดิมไม่ยอมเปลี่ยนแปลง
    15. หลุมพรางของการรายงานข่าว : เมื่อผู้คนรายงานข่าวซึ่งคนฟังไม่รู้สึกยินดี ในระหว่างการรายงานจะมีการหักเปอร์เซ็นต์
    16. หลุมพรางการเป็นฝ่ายตรงกันข้าม : ผู้คนมักยินดีจะนำความเห็นอันมีลักษณะตรงกันข้ามกับผู้อื่นมากล่าวว่าเป็นความผิดของยุคสมัย เพื่อยกระดับพฤติกรรมของตนเองให้สูงขึ้นสู่ระดับของ "สติปัญญา"
    17. หลุมพรางของการอธิบายบิดเบือน : ผู้คนล้วนมีแนวโน้มอย่างหนึ่งคือ เมื่อเรื่องราวอย่างหนึ่งทำให้เขาประทับใจ ก็จะมีความเห็นลำเอียงและพยายามบิดเบือนเรื่องต่างๆ ว่าต้องเป็นอย่างนั้นทั้งหมด
    18. หลุมพรางของความผูกพันทางมนุษยสัมพันธ์ : คนที่ไม่สนใจความเกี่ยวพันทางมนุษยสัมพันธ์จะมีความสามารถในการกุมอำนาจผู้นำ
  4. หลุมพรางของพฤติกรรม (เพราะเหตุใด แฟชั่นตามสมัยนิยมจึงสามารถจูงจมูกผู้คน)
    1. หลุมพรางของการตื่นตัวทางสรีระ : เมื่อสรีระทางร่างกายรู้สึกตื่นตัว หากมีเพศหญิงอยู่ในบริเวณนั้น จะทำให้เกิดเป็นความรู้สึกตื่นตัวทางกามารมณ์
    2. หลุมพรางของความหยาบช้าดุดัน : เมื่อผู้คนสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองและคิดว่าสู้คนอื่นไม่ได้จะแสดงพฤติกรรมและถ้อยคำที่หยาบช้าดุดัน เพื่อให้ใจที่ไม่สมดุลนั้นกลับฟื้นคืนสภาพสมดุล
    3. หลุมพรางของความถูกต้องชอบธรรม : ผู้คนจะมุ่งอ้างพฤติกรรมของผู้มีอำนาจ เพื่อให้พฤติกรรมอันน่าอับอายของตนกลายเป็นความถูกต้องชอบธรรม
    4. หลุมพรางของควาทรงจำ : โดยจิตใต้สำนึกผู้คนหวังจะลืมความทรงจำที่ไม่มีความสุขและสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับมัน
    5. หลุมพรางของการถ่ายทอดข่าวสาร : ข่าวสารยิ่งคลุมเครือยิ่งมีแนวโน้มจะถูกบิดเบือนก่อนถ่ายทอดสู่คนอื่น
    6. หลุมพรางของการต่อเติมคำนิยาม : ผู้คนล้วนนำประสบการณ์และสภาวะจิตของตนเองเข้าผสมกับข่าวสารที่รับรู้มา จากนั้นจึงอธิบายบิดเบือนโดยอาศัยเจตจำนงของตนเอง
    7. หลุมพรางของข่าวลือ : ผู้คนค่อนข้างง่ายต่อการเชื่อข่าวลือที่ถูกบิดเบือนต่อเติมแล้วบอกต่อๆ กันมา อีกทั้งยังชอบช่วยกระจายข่าวลือ
    8. หลุมพรางของความหวาดหวั่น : เมื่อผู้คนตกสู่ความหวาดหวั่นมักถูกชักจูงโดยข่าวลือได้ง่าย
    9. หลุมพรางของสิ่งที่แพร่หลายตามสมัยนิยม : พฤติกรรมไล่ตามความทันสมัย อาจกล่าวได้ว่าเป็นกลวิธีหนึ่งในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของตนเอง
    10. หลุมพรางของการเลียนแบบ : ผู้คนโดยปกติจะเลียนแบบพฤติกรรมความนิยมของบุคคลที่ตนเคารพนับถือ
    11. หลุมพรางของการอุปโลกน์ : เมื่อผู้อื่นอุปโลกน์ให้เราเป็นอะไร เป็นไปได้ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงไปตามนั้น
    12. หลุมพรางของการรู้รายละเอียดมากเกินไป : หากรู้รายละเอียดมากเกินไปกลับมีแนวโน้มทำให้พลาดเป้าหมาย
    13. หลุมพรางของที่หลบภัย : เมื่อที่หลบภัยส่วนตัวถูกรบกวน ผู้คนจะกระวนกระวายใจ
    14. หลุมพรางของการขจัดความกลัดกลุ้ม : เมื่อผู้คนเผชิญกับปัญหายุ่งยากมักพยายามเบนการตอบออกไปจากปัญหานั้น
    15. หลุมพรางของการทำตัวลึกลับไม่สอดคล้องกับคนทั้งหลาย : พฤติกรรมแบบเด็ก เช่นทำตัวลึกลับไม่สอดคล้องกับคนทั้งหลายเป็นการระบายความไม่พอใจของพวกผู้ใหญ่
    16. หลุมพรางของความใกล้ชิด : การติดต่อกันบ่อยๆ เปรียบกับการติดต่อกันแบบรวดเดียวนานๆ การติดต่อบ่อยครั้งจะทำให้คนรู้สึกใกล้ชิดกันยิ่งกว่า
    17. หลุมพรางของการปะปนมากับความมืดสลัว : "สะเก็ดไฟเท่าแสงดาวสามารถลุกลามไหม้ทุ่งกว้าง" ผู้คนมักไม่รู้สึกถึงสิ่งเร้าที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
    18. หลุมพรางของการสำแดงพลังท่ามกลางอันตราย : ในขณะพบอันตรายล่อแหลมแบบชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย มนุษย์จะสำแดงพลังความสามารถออกมาอย่างไม่เคยมีมาก่อน
    19. หลุมพรางของการปรับตัวให้สอดคล้องกัน : ท่ามกลางหมู่คณะ การวินิจฉัยของคนคนหนึ่งล้วนพยายามให้สอดคล้องกับมาตรฐานของหมู่คณะ
    20. หลุมพรางของการว่าตามกัน : เมื่อผู้คนอยู่ท่ามกลางกลุ่มมหาชนจะถูกชักจูงได้ง่ายและไม่รับผิดชอบในสิ่งที่ทำ
    21. หลุมพรางของการนำ : ภายใต้การนำแบบเผด็จการ จิตสำนึกของการติดต่อระหว่างสมาชิกจะค่อนข้างจืดจางและความรู้สึกเป็นศัตรูจะเพิ่มทวี
    22. หลุมพรางของการเข้าร่วม : ขอเพียงผู้คนมีส่วนเข้าร่วมการสรุป แม้การสรุปนั้นจะไม่เป็นผลดีต่อตนเองก็ไม่ถึงกับเกิดความไม่พอใจต่อการสรุปนั้น
    23. หลุมพรางของความต้องการสหายมาอยู่ข้างกาย : ผู้คนต้องการสหายมาอยู่ข้างกายเมื่อจิตใจหวาดหวั่น
    24. หลุมพรางของการกลับไปเริ่มต้นใหม่ : เมื่อผู้คนมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายแต่เคราะห์ไม่ดีพบอุปสรรคเพื่อหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้พวกเขายินดีกลับไปเริ่มต้นที่จุดตั้งต้นใหม่
    25. หลุมพรางของการยอมอ่อนข้อ : เมื่อผู้ได้เปรียบได้รับการยอมรับว่าเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบเขาจะอ่อนข้อลง
    26. หลุมพรางของการถูกจับตามอง : เมื่อผู้คนรู้สึกตัวว่ากำลังถูกผู้อื่นจับตามอง ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะถูกบั่นทอนลง
  5. หลุมพรางของความสมัครใจ (เพราะเหตุใด ผู้คนจึงแสดงออกอย่างเด่นชัดว่าไม่มีกำลังฮึดสู้)
    1. หลุมพรางของการเห็นด้วย : เมื่อผู้นั้นแสดงความเห็น และความเห็นนั้นได้รับการยอมรับทั้งหมด เขาจะยอมถอนความเห็นของตนเองแล้วแสดงความเห็นด้วยกับฝ่ายตรงข้าม
    2. หลุมพรางของการบีบบังคับให้เห็นด้วย : เมื่อผู้คนถูกเกลี้ยกล่อมแบบบังคับ แม้ว่าพวกเขาจะเข้าใจในเนื้อความที่ฟังมา แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะปฏิเสธ
    3. หลุมพรางของการแบ่งเป้าหมาย : การแบ่งเป้าหมายเป็นระยะสั้นๆ หลายช่วงช่วยให้มีกำลังใจในการมุ่งมั่น
    4. หลุมพรางของคำสั่ง : รูปแบบการออกคำสั่งมีอิทธิพลยิ่งกว่าเนื้อความในคำสั่ง
    5. หลุมพรางของการลงความเห็น : เมื่อผู้นั้นถูกติดเครื่องหมาย คนทั้งหลายจะเหมาว่าเขาเป็นอย่างนั้น
    6. หลุมพรางของความเคยชิน : การเอาใจใส่กับพฤติกรรมที่กระทำโดยจิตใต้สำนึก จะทำให้ผู้คนไม่สามารถสร้างความเคยชินในขณะฝึกสิ่งใหม่ๆ
    7. หลุมพรางของจิตระมัดระวัง : เมื่อจิตระมัดระวังถูกตีแตกผู้คนจะอ่อนกำลังลง
    8. หลุมพรางของการทำพลาด : การมาสายกับการทำพลาดล้วนเป็นสิ่งแสดงว่าคนผู้นั้นขาดกำลังใจในการทำงาน
    9. หลุมพรางของการแยกให้แตกต่าง : ในขณะที่ผู้คนไม่พอใจต่อความเป็นอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงก็จะมองว่าเป็นการพักพิงชั่วคราว แยกมันออกจากตัวตนที่แท้จริงของตนเอง
    10. หลุมพรางของการขมขู่ : กลวิธีการข่มขู่หากห่างไกลจากความสมเหตุสมผลมากเกินไปจะไม่ก่อเกิดประสิทธิผล

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

ความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศกับระบบสารสนเทศ

ความแตกต่างระหว่าง เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) กับ ระบบสารสนเทศ (IS)


เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)
    กระบวนการต่างๆ ในระบบงานที่ช่วยให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ โดยการนำเอาเทคโนโลยี การจัดการ และการจัดองค์กรมาใช้ร่วมกัน
    เทคโนโลยีการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมการรับ ส่ง แปลง จัดเก็บ ประมวลผล และการสืบค้นสารสนเทศ ซึ่งในที่นี้มี 3 ชนิด คือ คอมพิวเตอร์ การสื่อสาร ข้อมูลมัลติมีเดืย


ระบบสารสนเทศ (Information System)
    IS ระบบการรวบรวมองค์ประกอบต่าง ๆ (ข้อมูล การประมวลผล การเชื่อมโยง เครือข่าย ) เพื่อนำเข้า (Input) แล้วนำมาผ่านกระบวนการประมวลผล (Process) อาจใช้คอมพิวเตอร์ช่วย เพื่อเรียบเรียง เปลี่ยนแปลง และจัดเก็บ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ (Output)
    ระบบสารสนเทศ ที่ทำหน้าที่รวบรวม ประมวลผล จัดเก็บ และแจกจ่ายสารสนเทศ เพื่อช่วยการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ
  • Input คือ Data ซึ่งเกิดจากเก็บการรวบรวมสมาชิกหรือองค์ประกอบของระบบ
  • Processing คือ การเปลี่ยนแปลง หรือการแปรสภาพข้อมูลที่จะนำเข้าสู่ระบบ
  • Output Information ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้เนื่องจากการประมวลผลของแฟ้มข้อมูล
  • Feedback คือ ผลลัพธ์ที่ได้จาการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ในการนำข้อมูลเข้า

ความแตกต่างระหว่าง IT และ IS คือ
IT คือ เทคโนโลยีในการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานจัดการกับข้อมูล ข่าวสาร หรือที่เรียกว่าสารสนเทศส่วน
IS เป็นระบบที่ประกอบด้วยกลุ่มคน กระบวนการ และทรัพยากร (H/W, S/W, P/W) ที่ทำการเก็บรวบรวมและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพื่อประมวลผลข้อมูล และผลิตสารสนเทศที่ต้องการ เพื่อนำไปใช้งานในองค์กร

ศัพท์เฉพาะ
H/W : Hardware
S/W : Software
P/W : Peopleware

[Pangya] ทำบ้านเหมือนร้านอินเทอร์เน็ต สำหรับ Windows XP เพื่อทำให้เกมปังย่ามีโปรโมชั่นเหมือนร้านเน็ต

ทำตามภาพเลย


ที่นี้เราจะทำการ ตั้งค่า IP  กัน
เข้าที่ Start>All Program>Accessories>Communication>Network Connections ตามภาพ

ให้คลิ๊กขวา ที่ Local Area Connection เเล้วเลือก Properties

พอเข้าเกมแล้วให้ดูตรงมุมซ้าย เขียนว่า  Internet cafe promotion

Driver Cruzer-Mini



System Requirements
OS : Windows 98SE

download driver

[Windows Batch File] LAN Chat


download program

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

[Cartoon] Strongest Characters


Top 10 Character (10 อันดับตัวละครจากการ์ตูนแต่ละเรื่อง)
  1. One Above All (Marvel)
  2. The Presence (DC)
  3. Whis (Dragonball Z)
  4. Acacia (Toriko)
  5. Madara Uchiha (Naruto)
  6. Gol D. Roger (OnePice)
  7. Kenshiro (Hokuto no Ken)
  8. Zeref (Fairy Tail)
  9. Hei (Darker Than Black)
  10. Lord Death (Soul Eater)

The Strongest Character (ตัวละครที่เก่งที่สุดของการ์ตูนแต่ละเรื่อง)
  •  Zeref (Fairy Tail) 
  • Ichigo Kurosaki (Bleach เทพมรณะ)
  • Son Goku (Dragonball)
  • Whis (Dragonball Z)
  • Gogeta SSJ4 (Dragonball GT)
  • Shoutmon X7 Superior Mode (Digimon)
  • D-Reaper (Digimon)
  • Diomars (Let's & Go Max นักซิ่งสายฟ้า)
  • Kirby (Kirby)
  • Kamen Rider The Next (Kamen Rider, Masked Rider)
  • Kamen Rider Decade (Kamen Rider, Masked Rider)
  • Kamen Rider W (Kamen Rider, Masked Rider)
  • Kamen Rider OOO (Kamen Rider, Masked Rider)
  • Kamen Rider Fourze (Kamen Rider, Masked Rider)
  • Kamen Rider Wizard (Kamen Rider, Masked Rider)
  • Kamen Rider Gaim (Kamen Rider, Masked Rider)
  • Gokaiger หรือ Goseiger (Super Sentai, Power Ranger, ขบวนการนักรบห้าสี)
  • Meruem (Hunter X Hunter)
  • Ultraman Zero (Ultraman)
  • Nemesis (Beyblade, เบย์เบลด ศึกลูกข่างสะท้านฟ้า)
  • Kawahira (Katekyo Hitman Reborn, ครูฝึกพิเศษจอมป่วนรีบอร์น)
  • Maxus Helios (Bakugans, บาคุกัน มอนสเตอร์บอลทะลุมิติ)
  • Protoman (Rockman, Megaman)
  • The Creator God of Light, Horakhty (Yu-Gi-Oh, เกมกลคนอัจฉริยะ)
  • ท่านยมทูต, Lord Death (Soul Eater, โซลอีทเตอร์ ยมฑูตแสบสายพันธุ์ซ่า)
  • Arceus (Pokemon, Poke'mon, Pocket Monster, โปเกมอน)
  • The Presence (DC, DC Universe)
  • One Above All (Marvel, Marvel Universe)
  • Acacia (Toriko, โทริโกะ ยอดคนเปิบพิสดาร)
  • Gol D. Roger (One Piece)
  • Madara Uchiha (Naruto, นารูโตะ นินจาจอมคาถา โอ้โฮเฮะ)
  • Kagome (Inuyasha , อินุยาฉะ เทพอสูรจิ้งจอกเงิน)

Special Character (ตัวละครที่มีความสามารถพิเศษ)
  • เมตาม่อน, Metamon , Ditto (Pokemon, Poke'mon, Pocket Monster, โปเกมอน)
  • อีวุย, Evee (Pokemon)
  • Togepi (Pokemon)
  • ดร.แฟรงเก้น สไตน์ , Franken Stein (Soul Eater)
  • MegaMan.EXE (Rockman EXE, MegaMan Battle Network)
  • X (Rockman , Megaman)
  • Zero (Rockman , Megaman)
  • หงส์ดำ, Black Dranzer (Beyblade, เบย์เบลด ศึกลูกข่างสะท้านฟ้า)
  • Wolborg (Beyblade, เบย์เบลด ศึกลูกข่างสะท้านฟ้า)
  • Vegeta (Dragonball)
  • Chrollo Lucilfer (Hunter X Hunter)
  • Ultraman Cosmos (Ultraman, ยอดมนุษย์อุนตร้าแมน)


ตัวละครเอกหรือพระเอก
  • โทริโกะ, Toriko (Toriko)
  • มุโต้ ยูกิ, Yugi Muto (Yu-Gi-Oh, เกมกลคนอัจฉริยะ)
  • ยูกิด้านมืด, อาเท็ม, Yami Yugi, Atem (Yu-Gi-Oh)
  • ยูกิจูได, Judai (Yu-Gi-Oh GX)
  • ยูเซย์, Yusei (Yu-Gi-Oh 5D's)
  • ยูมะ, Yuma (Yu-Gi-Oh ZEXAL)
  • แอสทรัล, Astral (Yu-Gi-Oh ZEXAL)
  • ยูยะ, Yuya (Yu-Gi-Oh Arc-V)

  • Yugioh Ace Monsters Credit : http://yugioh.wikia.com/wiki/Signature_card

ตัวละครรองหรือพระรอง
  • ไคบะ, Seto Kaiba (Yu-Gi-Oh, เกมกลคนอัจฉริยะ)
  • มันโจเมะ, Chazz (Yu-Gi-Oh GX)
  • แจ็ค, Jack (Yu-Gi-Oh 5D's)
  • ชาร์ค, Shark (Yu-Gi-Oh ZEXAL)
  • เรจิ, Reiji (Yu-Gi-Oh Arc-V)

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

[Software Developer] Borland C++ Compiler

Turbo C


Turbo C 2.0
https://drive.google.com/file/d/0B7RQ8uLiRQiVNTNwLTROdE1YMXM/edit?usp=sharing

Borland Turbo C++ 2.0
https://drive.google.com/file/d/0B7RQ8uLiRQiVU3d4Y09VNkJYWnM/edit?usp=sharing
DOS Box
http://www.dosbox.com/download.php?main=1
วิธีใช้งาน
1. แตกไฟล์แล้วนำไฟล์เก็บไว้ที่ C:\TC
2. เปิดโปรแกรม DOSBox แล้วพิมพ์ mount x c:\tc กด Enter
3. พิมพ์ x: กด Enter
4. พิมพ์ cd bin กด Enter
5. พิมพ์ tc กด Enter
6. เมื่อเข้าสู่โปรแกรมให้เข้าไปที่ option > directory > เปลี่ยนไดร์ฟ C เป็นไดร์ฟ X และแก้ไขตำแหน่งที่อยู่ไฟล์ให้ถูกต้อง

Borland Turbo C++ 3.0
http://www.mediafire.com/download/x3k5k6z7unonnou
https://drive.google.com/file/d/0B7RQ8uLiRQiVZkpqdENPWTNGT1U/edit?usp=sharing
DOS Box
http://www.dosbox.com/download.php?main=1
วิธีใช้งาน
1. แตกไฟล์แล้วติดตั้งไว้ที่ C:\TC
2. เปิดโปรแกรม DOSBox แล้วพิมพ์ mount x c:\tc กด Enter
3. พิมพ์ x: กด Enter
4. พิมพ์ cd bin กด Enter
5. พิมพ์ tc กด Enter
6. เมื่อเข้าสู่โปรแกรมให้เข้าไปที่ option > directory > เปลี่ยนไดร์ฟ C เป็นไดร์ฟ X และแก้ไขตำแหน่งที่อยู่ไฟล์ให้ถูกต้อง
วิธีใช้งาน2
mount c: x:\
c:
cd tc
install
mount c: x:\
c:
cd tc
cd bin
tc

Borland Turbo C++ 3.0
https://drive.google.com/file/d/0B7RQ8uLiRQiVOENPVDl0bUItXzQ/edit?usp=sharing
Microsoft Visual C++ Redistributable
https://drive.google.com/file/d/0B7RQ8uLiRQiVSWkxejlQT25HVTA/edit?usp=sharing

Borland Turbo C++ 3.1
http://talentirosit.ro/download/bc31.rar

Borland Turbo C++ 4.5
https://drive.google.com/file/d/0B7RQ8uLiRQiVSk4xZnRkSEZhR0E/edit?usp=sharing
* หากต้องการลบแล้วหาตัว uninstall ไม่เจอให้ลบ folder และ shortcut เลย หากลบโฟลเดอร์ไม่ได้เนื่องจากมีโปรเซสทำงานอยู่ให้ใช้โปรแกรม unlocker หยุดการทำงานของโปรเซสนั้นก่อน แล้วไปลบที่ registry ที่เกี่ยวข้องของโปรแกรม

Borland Turbo C++ 5.02
http://www.4shared.com/rar/o8bYoUVI/borland_c_502.html
http://www.4shared.com/file/3vIalUgF/Borland_C_502_for_Windows.html?locale=th
https://drive.google.com/file/d/0B7RQ8uLiRQiVRjdYbS1NaWVQUkU/edit?usp=sharing

Borland C++ Compiler 5.5
http://edn.embarcadero.com/article/21205
http://www.4shared.com/file/wuRd38Kn/borland_c_compiler__55.htm
http://www.4shared.com/rar/wuRd38Kn/Borland_C_?locale=th
http://www.4shared.com/file/tlzgdD6l/c_compiler_55_-_free_command_l.htm?locale=th
EditPlus
http://www.editplus.com/
คู่มือการใช้งาน
https://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/156/
http://www.chainat.ac.th/~sompot/images/article_img/cpp/cpp02.pdf

Borland C++ Compiler 5.5
http://edn.embarcadero.com/article/21205
http://adf.ly/qfP3y
Crimson Editor
http://www.crimsoneditor.com
คู่มือการใช้งาน
http://www.it.bru.ac.th/it_cgi_script/get_File_it.php?FileName=crimson_doc_it_art.pdf&PublicIdentifyit=itDwFileArticle

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

[Website] Multimedia & Entertainment

เว็บไซต์ให้ความบันเทิง (Entertainment Website)

Video Clip

Music Talent

[Website] Free Online Storage

Free Online Storage


Mega
https://mega.co.nz

MediaFire
https://www.mediafire.com

4Shared
http://www.4shared.com

Sky Drive / One Drive
https://onedrive.live.com

Google Drive
https://drive.google.com

Dropbox
https://www.dropbox.com

VIIVO
http://viivo.com

SpiderOak
https://spideroak.com

FlipDrive
http://www.flipdrive.com

Dev-Host
http://d-h.st

รายชื่อบริษัทที่ผลิตหน่วยประมวลผลกลาง

รายชื่อบริษัทที่ผลิต CPU
Intel

AMD

Nvidia (Processor ที่โด่งดัง Nvidia Tegra X1 มี GPU ที่มีเทคโนโลยี Cuda ที่ช่วย CPU ประมวลผล เปรียบเสมือน Co Processor)

IBM

Qualcomm

ARM

GlobalFoundries

Oracle

Sun Microsystems
ขายกิจการให้ Oracle ไปแล้ว

Tilera

IDT (Processor ที่โด่งดัง WinChip3 266 MHz Socket Super 7)

VIA

Cyrix (Processor ที่โด่งดัง Cyrix MediaGXm 266 MHz)
ได้รวมกับ National Semiconductor ต่อมาได้ขายกิจการให้ VIA Technologies รับช่วงต่อแทน

Transmeta (Processor ที่โด่งดัง Transmeta Efficeon)
ขายให้ Novafora

Samsung Electronics

Marvell

Freescale Semiconductor

STI (Sony, Toshiba, IBM เป็นการรวมตัวกันผลิตหน่วยประมวลผล Cell Processor)

Rise Technology (Processor ที่โด่งดัง mP6 266MHz Socket 7)

National Semiconductor (Processor ที่โด่งดัง Geode GX1-333B 333 MHz)
เข้ายึดโดย Texas Instruments

TI : Texas Instruments

NexGen (Processor ที่โด่งดัง Nexgen NX586 P120 111 MHz)

C&T : Chips and Technologies (Processor ที่โด่งดัง 386sx)
ขายต่อให้ Intel แล้ว

UMC (Processor ที่โด่งดัง UMC U5SX 40 MHz)


NEC (Processor ที่โด่งดัง Nec V20 D701080-8 8 MHz)

Motorola

BAE Systems


วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

[Information Technology] จริยธรรมทางคอมพิวเตอร์

จริยธรรมทางคอมพิวเตอร์


    จริยธรรมในสังคมสารสนเทศ (Ethics In An Information Society) คือ เรื่องเกี่ยวกับทางเลือกของบุคคล เมื่อต้องเผชิญในการปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ที่ประชาชนตกลงร่วมกันเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าอะไรเป็นทางเลือกที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม
แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมสารสนเทศ

ตัวอย่างของการกระทำที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรม
  • การใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่นให้เกิดความเสียหายหรือก่อความรำคาญ
  • การใช้คอมพิวเตอร์ในการขโมยข้อมูล
  • การเข้าถึงข้อมูลหรือคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์


แนวคิดเกี่ยวกับจริยธรรมสารสนเทศ
    นอกจากกฎหมายจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบสารสนเทศ และส่งเสริมให้มีการใช้สารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดความเสี่ยงภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในระบบสารสนเทศ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการจัดการข้อมูลต่างๆ ได้เพิ่มความเสี่ยงภัยต่อข้อมูลและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น เช่น การขโมยข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น การนำข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นไปเปิดเผยหรือนำไปใช้ในทางที่มิชอบ เหล่านี้เป็นต้น กลไกที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการใช้สารสนเทศให้ปลอดภัย และให้สังคมเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยก็คือ การปลูกฝังจริยธรรมและสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการกำหนดแนวทางในการผลิตและการจัดเก็บสารสนเทศ รวมถึงการเผยแพร่และการนำสารสนเทศไปใช้อย่างถูกต้อง เพื่อไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ดังรายละเอียดต่อไปนี้
  • ความรับผิดชอบ (Responsibility) เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล และเป็นองค์ประกอบหลักในการกระทำในด้านจริยธรรม ความรับผิดชอบ การยอมรับในเรื่องค่าใช้จ่าย หน้าที่การงาน ความรับผิดชอบที่ต้องเกิดขึ้นจากการตัดสินใจ
  • ภาระหน้าที่ (Accountability) เป็นลักษณะของระบบและสถาบันทางสังคม ซึ่งเป็นกลไกที่เป็นตัวกำหนดว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการกระทำ ระบบและสถาบันที่อยู่ในสภาพที่หาคนรับผิดชอบไม่ได้ ก็จะเป็นการยากที่จะวิเคราะห์ด้านจริยธรรม
  • ภาระความรับผิด (Liability) เป็นลักษณะของระบบทางการเมือง หมายถึงข้อกำหนดตามกฎหมายที่ให้บุคคลชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่น รวมถึงระบบ และองค์การด้วย
  • กระบวนการในการยื่นอุทธรณ์ (Due process) เป็นลักษณะที่เกี่ยวข้องกับสังคมที่ใช้กฎหมายในการปกครอง หมายถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกใช้จนเป็นที่รู้จัก และเป็นขบวนการตามขั้นตอนที่ทำให้บุคคลสามารถยื่นอุทธรณ์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อตรวจสอบว่าได้มีการใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง

แนวความคิดทั้งหมดนี้ใช้ในการสร้างกรอบ หรือเกณฑ์ในการวิเคราะห์ระบบสารสนเทศทางด้านจริยธรรม ซึ่งสามารถแบ่งการศึกษาออกได้ดังนี้
  • จะศึกษาเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ (IS : Information Systems) ขององค์กร สถาบัน และบุคคล ซึ่งเป็นตัวเผยแพร่เทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น
  • จะศึกษาเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นกับสถาบันองค์การ และ บุคคลที่ใช้เทคโนโลยี การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT : Information Technology) ในท่าทีที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งหมายถึง การที่สามารถรับผิดชอบในการกระทำ
  • จะศึกษาว่าสังคม การเมือง บุคคล และกลุ่มอื่น ๆ สามารถแก้ไขข้อเสียหายทางจริยธรรมที่เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยผ่านขบวนการในการยื่นอุทธรณ์ได้ (Due process)

ประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy) คือ การเก็บรวบรวม การเก็บรักษา และการเผยแพร่ ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับปัจเจกบุคคล
  • ความถูกต้องแม่นยำ (Information Accuracy) ได้แก่ ความถูกต้องแม่นยำของการเก็บรวบรวมและวิธีการปฏิบัติกับข้อมูลสารสนเทศ
  • ความเป็นเจ้าของ (Intellectual Property) คือ กรรมสิทธิ์และมูลค่าของข้อมูลสารสนเทศ (ทรัพย์สินทางปัญญา)
  • การเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) คือ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศได้และการจ่ายค่าธรรมเนียมในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศ

กฏหมายเกี่ยวกับการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
    • กฏหมายเกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
    • กฏหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
  • กฏหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
  • กฏหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
  • กฏหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  • กฎหมายลำดับรอง รัฐธรรมนูญ มาตรา 78 หรือกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ

รูปแบบอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
  • การขโมยข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งรวมถึงการขโมยประโยชน์ในการลักลอบใช้บริการ
  • อาชญากรนำเอาระบบการสื่อสารมาปกปิดความผิดของตนเอง
  • การละเมิดสิทธิ์ปลอมแปรงรูปแบบ เลียนแบบระบบซอพต์แวร์โดยมิชอบ
  • ใช้คอมพิวเตอร์แพร่ภาพ เสียง ลามก อนาจาร และข้อมูลที่ไม่เหมาะสม
  • ใช้คอมพิวเตอร์ฟอกเงิน
  • อันธพาลทางคอมพิวเตอร์ที่เช้าไปก่อกวน ทำลายระบบสาราณูปโภค เช่น ระบบจ่ายน้ำ จ่ายไป ระบบการจราจร
  • หลอกลวงให้ร่วมค้าขายหรือลงทุนปลอม
  • แทรกแซงข้อมูลแล้วนำข้อมูลนั้นมาเป็นประโยชน์ต่อตนโดยมิชอบ เช่น ลักรอบค้นหารหัสบัตรเครดิตคนอื่นมาใช้ ดักข้อมูลทางการค้าเพื่อเอาผลประโยชน์นั้นเป็นของตน
  • ใช้คอมพิวเตอร์แอบโอนเงินบัญชีผู้อื่นเข้าบัญชีตัวเอง
  • การขโมยหมายเลขบัตรเครดิต
  • การแอบอ้างตัว
  • การสแกมทางคอมพิวเตอร์
  • การเข้าถึงและการใช้คอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • การก่อกวนหรือทำลายข้อมูล
  • การขโมยข้อมูลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

อาชญากรคอมพิวเตอร์
    อาชญากรคอมพิวเตอร์ คือ ผู้กระทำผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญ มีการจำแนกไว้ดังนี้
  •  พวกมือใหม่ (Novices) หรือมือสมัครเล่น อยากทดลองความรู้และส่วนใหญ่จะมิใช่ผู้ ที่เป็นอาชญากรโดยนิสัย มิได้ดำรงชีพโดยการกระทำผิด  อาจหมายถึงพวกที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจให้เข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
  • Darnged person คือ พวกจิตวิปริต ผิดปกติ มีลักษณะเป็นพวกชอบความรุนแรง และอันตราย มักเป็นพวกที่ชอบทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นบุคคล สิ่งของ หรือสภาพแวดล้อม
  • Organized Crime พวกนี้เป็นกลุ่มอาชญากรที่ร่วมมือกันทำผิดในลักษณะขององค์กรใหญ่ๆ ที่มีระบบ พวกเขาจะใช้คอมพิวเตอร์ที่ต่างกัน โดยส่วนหนึ่งอาจใช้เป็นเครื่องหาข่าวสาร เหมือนองค์กรธุรกิจทั่วไป อีกส่วนหนึ่งก็จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นตัวประกอบสำคัญในการก่ออาชญากรรม หรือใช้เทคโนโลยีกลบเกลื่อนร่องร่อย ให้รอดพ้นจากเจ้าหน้าที่
  • Career Criminal พวกอาชญากรมืออาชีพ เป็นกลุ่มอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่มาก กลุ่มนี้น่าเป็นห่วงมากที่สุด เนื่องจากนับวันจะทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจับผิดแล้วจับผิดเล่า บ่อยครั้ง
  • Com Artist คือพวกหัวพัฒนา เป็นพวกที่ชอบความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน อาชญากรประเภทนี้จะใช้ความก้าวหน้า เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และความรู้ของตนเพื่อหาเงินมิชอบทางกฎหมาย
  • Dreamer พวกบ้าลัทธิ เป็นพวกที่คอยทำผิดเนื่องจากมีความเชื่อถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างรุ่นแรง
  • Cracker หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และทักษะทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี จนสามารถลักลอบเข้าสู่ระบบได้ โดยมีวัตถุประสงค์เข้าไปหาผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง มักเข้าไปทำลายหรือลบไฟล์ หรือทำให้คอมพิวเตอร์ใช้การไม่ได้ รวมถึงทำลายระบบปฏิบัติการ
  • นักเจาะข้อมูล (Hacker) ผู้ที่ชอบเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น พยายามหาความท้าทายทางเทคโนโลยีเข้าไปในเครือข่ายของผู้อื่นโดยที่ตนเองไม่มีอำนาจ
  • อาชญากรในรูปแบบเดิมที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ เช่นพวกลักเล็กขโมยน้อยที่ พยายามขโมยบัตร ATM ของผู้อื่น
  • อาชญากรมืออาชีพ คนพวกนี้จะดำรงชีพจากการกระทำความผิด เช่นพวกที่มักจะใช้ ความรู้ทางเทคโนโลยีฉ้อโกงสถาบันการเงิน หรือการจารกรรมข้อมูลไปขาย เป็นต้น
  • พวกหัวรุนแรงคลั่งอุดมการณ์หรือลัทธิ มักก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เพื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา หรือสิทธิมนุษย์ชน เป็นต้น 

ที่มา : http://www.no-poor.com/inttotocomandcomapp/et.htm

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศ (Information System)

ระบบสารสนเทศคืออะไร

    ระบบสารสนเทศ (Information System) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์  ระบบเครือข่าย  ฐานข้อมูล  ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ  พนักงานที่เกี่ยวข้อง และ ผู้เชี่ยวชาญในสาขา  ทุกองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนด  รวบรวม จัดเก็บข้อมูล  ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน การตัดสินใจ  การวางแผน  การบริหาร การควบคุม  การวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงานขององค์กร

    ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดขององค์ประกอบที่ทำหน้าที่รวบรวม  ประมวลผล จัดเก็บ และแจกจ่ายสารสนเทศ เพื่อช่วยการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร  ในการทำงานของระบบสารสนเทศประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่าง คือ การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input)  การประมวลผล (Processing)  และ การนำเสนอผลลัพธ์ (Output)  ระบบสารสนเทศอาจจะมีการสะท้อนกลับ(Feedback) เพื่อการประเมินและปรับปรุงข้อมูลนำเข้า  ระบบสารสนเทศอาจจะเป็นระบบที่ประมวลด้วยมือ(Manual) หรือระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้ (Computer-based information system – CBIS) (Laudon & Laudon, 2001)
แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงระบบสารสนเทศ มักจะหมายถึงระบบที่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์และระบบโทรคมนาคม

    ระบบสารสนเทศ  หมายถึง ระบบคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บข้อมูล และประมวลผลเป็นสารสนเทศ และระบบสารสนเทศเป็นระบบที่ต้องอาศัยฐานข้อมูล

    ระบบสารสนเทศ  หมายถึง ชุดของกระบวนการ บุคคล และเครื่องมือ ที่จะเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ  (FAO Corporate Document Repository, 1998)  ระบบสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบมือหรือระบบอัตโนมัติ หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วย คน เครื่องจักรกล(machine)  และวิธีการในการเก็บข้อมูล   ประมวลผลข้อมูล  และเผยแพร่ข้อมูล ให้อยู่ในลักษณะของสารสนเทศของผู้ใช้
    Laudon & Laudon (2001)  ยังอธิบายว่าในมิติทางธุรกิจ ระบบสารสนเทศเป็นระบบที่ช่วยแก้ปัญหาการจัดการขององค์กร ซึ่งถูกท้าทายจากสิ่งแวดล้อม  ดังนั้นการใช้ระบบสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นที่จะต้องเข้าใจองค์กร(Organzations)   การจัดการ (management)  และเทคโนโลยี (Technology)

สรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศ ก็คือ ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง



ประเภทของระบบสารสนเทศ

    ปัจจุบันจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร กับระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศชัดเจนมากขึ้น  และเนื่องจากการบริหารงานในองค์กรมีหลายระดับ  กิจกรรมขององค์กรแต่ละประเภทอาจจะแตกต่างกัน  ดังนั้นระบบสารสนเทศของแต่ละองค์กรอาจแบ่งประเภทแตกต่างกันออกไป

    ถ้าพิจารณาจำแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทำงานในองค์กร จะแบ่งระบบสารสนเทศได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

ประเภทของระบบสารสนเทศ แบ่งตามการสนับสนุนระดับการทำงานในองค์กร

  • ระบบสารสนเทศสำหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operational – level systems)   ช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในส่วนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทำรายการต่างๆขององค์กร เช่นใบเสร็จรับเงิน  รายการขาย  การควบคุมวัสดุของหน่วยงาน เป็นต้น  วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยการดำเนินงานประจำแต่ละวัน และควบคุมรายการข้อมูลที่เกิดขึ้น
  • ระบบสารสนเทศสำหรับผู้ชำนาญการ (Knowledge-level systems)  ระบบนี้สนับสนุนผู้ทำงานที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล   วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีการนำความรู้ใหม่มาใช้ และช่วยควบคุมการไหลเวียนของงานเอกสารขององค์กร
  • ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Management - level systems)  เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตรวจสอบ   การควบคุม การตัดสินใจ และการบริหารงานของผู้บริหารระดับกลางขององค์กร
  • ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system)   เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยการบริหารระดับสูง ช่วยในการสนับสนุนการวางแผนระยะยาว  หลักการของระบบคือต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายนอกกับความสามารถภายในที่องค์กรมี เช่นในอีก 5 ปีข้างหน้า องค์กรจะผลิตสินค้าใด

ประเภทของระบบสารสนเทศ แบ่งปตามการสนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน และผู้บริหารระดับต่างๆ

  • ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems - TPS)  เป็นระบบที่ทำหน้าที่ในการปฏิบัติงานประจำ ทำการบันทึกจัดเก็บ  ประมวลผลรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน  โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานแทนการทำงานด้วยมือ ทั้งนี้เพื่อที่จะทำการสรุปข้อมูลเพื่อสร้างเป็นสารสนเทศ  ระบบประมวลผลรายการนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยงกิจการกับลูกค้า ตัวอย่าง เช่น ระบบการจองบัตรโดยสารเครื่องบิน  ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น  ในระบบต้องสร้างฐานข้อมูลที่จำเป็น  ระบบนี้มักจัดทำเพื่อสนองความต้องการของผู้บริหารระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานประจำได้  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด  รายงานผลเบื้องต้น
  • ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS)  เป็นระบบที่สนับสนุนงานในสำนักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบจะประสานการทำงานของบุคลากรรวมทั้งกับบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่น  ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสาร โดยการใช้ซอฟท์แวร์ด้านการพิมพ์  การติดต่อผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของเอกสาร  กำหนดการ  สิ่งพิมพ์ 
  • ระบบงานสร้างความรู้  (Knowledge Work Systems - KWS)  เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุนบุคลากรที่ทำงานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงาน  หน่วยงานต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านเวลา คุณภาพ และราคา  ระบบต้องอาศัยแบบจำลองที่สร้างขึ้น  ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์  ตัวแบบ  รูปแบบ เป็นต้น
  • ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ  (Management Information Systems- MIS)  เป็นระบบสารสนเทศสำหรับผู้ปฏิบัติงานระดับกลาง  ใช้ในการวางแผน  การบริหารจัดการ และการควบคุม  ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน  เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการบริหารงาน  ตัวอย่าง เช่น ระบบบริหารงานบุคลากร  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของรายงานสรุป  รายงานของสิ่งผิดปกติ
  • ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ  (Decision Support Systems – DSS)  เป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจสำหรับปัญหา หรือที่มีโครงสร้างหรือขั้นตอนในการหาคำตอบที่แน่นอนเพียงบางส่วน  ข้อมูลที่ใช้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน  ระบบยังต้องสามารถเสนอทางเลือกให้ผู้บริหารพิจารณา เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นั้น  หลักการของระบบ สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการตัดสินใจ โดยให้ผู้ใช้โต้ตอบโดยตรงกับระบบ ทำให้สามารถวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของผู้บริหารเอง  ผู้บริหารอาจกำหนดเงื่อนไขและทำการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ไปจนกระทั่งพบสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุด แล้วใช้เป็นสารสนเทศที่ช่วยตัดสินใจ  รูปแบบของผลลัพธ์ อาจจะอยู่ในรูปของ รายงานเฉพาะกิจ  รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ  การทำนาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์
  • ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง  (Executive Information System - EIS)  เป็นระบบที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดแผนระยะยาวและเป้าหมายของกิจการ  สารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอกกิจกรรมเป็นอย่างมาก   ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุค Globalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับสากลเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันของธุรกิจ  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์ 
ประเภทของระบบสารสนเทศ โดย สุชาดา
ประเภทของระบบสารสนเทศ โดย Laudon
ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing System)
TPS (Transaction Processing System)
ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation System)
KWS (Knownledge Work and office System)
ระบบงานสร้างความรู้ (Knowledge Work Systems)
ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems)
MIS (Management Information Systems)
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems)
DSS (Decision Support Systems)
ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information Systems)
ESS (Executive Information Systems)

ประเภทของระบบสารสนเทศ แบ่งตามลักษณะการดำเนินงาน

  • ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ(TPS : Transaction Processing Systems)  เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจาก ธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า
  • ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS : Management Information System)  คือระบบที่ให้สารสนเทศ ที่ผู้บริหารต้องการ เพื่อให้สามารทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้งสารสนเทศภายในและภายนอกสารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบัน นอกจากนี้ระบบนี้จะต้องให้สารสนเทศในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนการควบคุม และการปฏิบัติการขององค์กรได้อย่าง ถูกต้อง แม้ว่าผู้บริหารที่จะได้รับประโยชน์จากระบบนี้สูงสุดคือผู้บริหารระดับกลาง แต่โดยพื้นฐานของระบบนี้แล้วจะเป็นระบบที่สามารถสนับสนุนข้อมูลให้ผู้บริหารทั้งสาม ระดับ คือทั้งผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารระดับสูง โดยระบบนี้จะให้รายงานที่สรุปสารสนเทศซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัท
  • ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ(DSS : Decision Support System)  เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นจากระบบ MIS อีกระดับหนึ่ง เนื่องจาก ถึงแม้ว่าผู้ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจจะสามารถใช้ประสบการณ์หรือใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วในระบบเอ็มไอเอส ของบริษัท สำหรับทำการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพในงานปกติ แต่บ่อยครั้งที่ผู้ตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารในระดับสูงและระดับกลางจะเผชิญกับการตัดสินใจที่ประกอบด้วยปัจจัยที่ซับซ้อนเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะประมวล เข้าด้วยกันได้อย่างถูกต้อง จึก ทำให้เกิดระบบนี้ขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่สนับสนุนความต้องการเฉพาะของผู้บริหารแต่ละคน (made by order) ในหลายๆสถานะการณ์ ระบบ นี้มีหน้าที่ช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปได้อย่างสะดวก 
  • ระบบสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่ม (GDSS : Group Decision Support System)  เป็นระบบย่อยหนึ่งในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ โดยที่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะช่วยผู้บริหารในเรื่องการตัดสินใจในเหตุการณ์หรือกิจกรรมทางธุรกิจที่ไม่มีโครงสร้างแน่นอน หรือกึ่งโครงสร้าง ระบบสนับสนุนการตัดสินใจอาจจะใช้กับบุคคลเดียวหรือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเป็นกลุ่ม นอกจากนั้น ยังมีระบบสนับสนุนผู้บริหารเพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS : Geographic Information System)  ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Information System : GIS คือกระบวนการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้กำหนดข้อมูลและสารสนเทศ ที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ เช่น ที่อยู่ บ้านเลขที่ สัมพันธ์กับตำแหน่งในแผนที่ ตำแหน่ง เส้นรุ้ง เส้นแวง ข้อมูลและแผนที่ใน GIS เป็นระบบข้อมูลสารสนเทศที่อยู่ในรูปของตารางข้อมูล และฐานข้อมูลที่มีส่วนสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์ด้วย GIS และทำให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับเวลาได้ เช่น การแพร่ขยายของโรคระบาด การเคลื่อนย้าย ถิ่นฐาน การบุกรุกทำลาย การเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ เมื่อปรากฏบนแผนที่ทำให้สามารถแปลและสื่อความหมาย ใช้งานได้ง่าย 
  • ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง(EIS : Excutive Information System)  เป็นระบบที่สร้างขึ้น เพื่อสนับสนุน สารสนเทศและการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ หรือ สามารถกล่าวได้ว่าระบบนี้คือส่วนหนึ่งของ DSS ที่แยกออกมา เพื่อเน้นการให้สารสนเทศที่สำคัญต่อการบริการแก่ผู้บริหาร
  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence)  ระบบที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์กลายเป็นผู้ชำนาญการณ์ ในสาขาใดสาขาหนึ่ง คล้ายกับมนุษย์ ระบบผู้เชี่ยวชาญมีส่วนคล้ายคลึงกับระบบอื่นๆ คือเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยผู้บริหารแก้ไขปัญหาหรือทำการ ตัดสินใจได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดีระบบผู้เชี่ยวชาญจะแตกต่างกับระบบอื่นอยู่มาก เนื่องจากระบบผู้เชี่ยวชาญจะเกี่ยวข้องกับการจัดการ ความรู้ (Knowledge) มากกว่าสารสนเทศ และถูกออกแบบให้ช่วยในการตัดสินใจโดยใช้วิธีเดียวกับผู้เชี่ยวชาญที่ มนุษย์ โดยใช้หลักการทำงานด้วยระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)
  • ระบบสำนักงานอัตโนมัติ(OAS : Office Automation System)  เป็นระบบที่ใช้บุคลากรน้อยที่สุด โดยอาศัยเครื่องมือแบบอัตโนมัติและระบบสื่อสารเชื่องโยงข่าวสารระหว่างเครื่องมือเหล่านั้นเข้าด้วยกัน QAS มีจุดมุ่งหมายให้เป็นระบบที่ไม่ใช้กระดาษ (Paperless System) ส่งข่าว สารถึงกันด้วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange) แทน ซึ่งมีรูปแบบในการใช้งาน 2 ลักษณะคือ
    • รูปแบบของระบบงานพิมพ์และการประมวลผลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Publishing & Processing System) ได้แก่การสื่อสารด้วยข้อความ รูปภาพ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail : E-Mail) โทรสาร (FAX)หรือ เสียงอิเล็กทรอนิกส์ (Voice Mail) เป็นต้น
    • รูปแบบการประชุมทางไกลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Meeting System) เป็นเทคนิคที่ทำให้กลุ่มคนทั่วโลกสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ คล้ายการพูดคุยกันโดยตรง เช่น การประชุมทางไกลแบบมีแต่เสียง (Audio Conferencing),การประชุมทางไกลแบบมีทั้งภาพและเสียง (Video Conferencing) หรือ ทั้งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โทรสาร และ เสียงอิเล็กทรอนิกส์รวมกัน เป็นต้น

ถึงแม้ว่าระบบสารสนเทศจะมีหลายประเภท แต่องค์ประกอบที่จำเป็นของระบบสารสนเทศทุกประเภท ก็คือต้องประกอบด้วยกิจกรรม 3 อย่างตาม คือ ระบบต้องมีการนำเข้าข้อมูล  การประมวลผลข้อมูล และการแสดงผลลัพธ์ของข้อมูล

    สรุปได้ว่า การพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์กรนั้นเป็นสิ่งท้าทายผู้บริหารเป็นอย่างมาก การที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้นในหน่วยงานเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและผู้รับผิดชอบการพัฒนาระบบ ต้องร่วมกันตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะการนำระบบสารสนเทศมาใช้อาจจะกระทบต่อกระบวนการดำเนินงานและการบริหารที่เป็นอยู่ หรืออาจจะมีผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร